วันพุธที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2557

วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เดินเลาะสบายๆ กับริมโขงนครพนม


       หากพูดถึงแม่น้ำโขง สายน้ำที่อยู่คู่ภาคอีสานของไทยเรา ตะลอนเที่ยวหลับตานึกถึงความสงบสบายไม่รีบเร่งของเมืองริมแม่น้ำโขง โดยเฉพาะจังหวัด นครพนมที่มีคนกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้งว่ามีทิวทัศน์ริมน้ำโขงที่งดงาม ดังนั้นเมื่อทางสายการบินแอร์เอเชียเปิดเส้นทางบินใหม่ กรุงเทพฯ-นครพนม จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้มาเยือนเมืองนครพนมได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และยังเป็นโอกาสที่จะได้มาชมและมาใช้บริการสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 ที่เพิ่งเปิดใช้เป็นทางการเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมาด้วย
พระธาตุพนม สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนครพนม
       มาถึงเมืองนครพนม ถ้าไม่ได้ไปกราบสักการะ  พระธาตุพนม”  ต้องถือว่ามาไม่ถึง เพราะพระธาตุแห่งนี้ถือเป็นพระธาตุเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองคู่แดนดินถิ่นอีสาน  เป็นที่เคารพศรัทธาของทั้งชาวไทยและชาวลาว ตามตำนานของพระธาตุพนมกล่าวว่า ผู้สร้างคือพระมหากัสสปะ พระอรหันต์ 500 องค์ และท้าวพระยาเมืองต่างๆ  ภายในองค์พระธาตุบรรจุพระอุรังคธาตุ หรือกระดูกหน้าอกของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอาไว้
       ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีจะมีงานเทศกาลไหว้พระธาตุพนม ผู้คนจากทุกสารทิศจะหลั่งไหลมาร่วมงาน มากราบไหว้พระธาตุพนมเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง อีกทั้งพระธาตุพนมยังเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีวอก และเป็นพระธาตุประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันอาทิตย์อีกด้วย

พระธาตุเรณู พระธาตุประจำวันจันทร์

       พูดถึงเรื่องพระธาตุประจำวันเกิดแล้ว ก็ต้องบอกว่า จังหวัดนครพนมเป็นจังหวัดเดียวที่มีพระธาตุประจำวันเกิดครบทั้ง 7 วัน โดยพระธาตุประจำวันอาทิตย์คือพระธาตุพนมอย่างที่กล่าวไปแล้ว ส่วนพระธาตุประจำวันจันทร์คือพระธาตุเรณู ในอำเภอเรณูนคร พระธาตุประจำวันอังคารคือพระธาตุศรีคุณ ในอำเภอนาแก พระธาตุประจำวันพุธคือพระธาตุมหาชัย ในอำเภอปลาปาก พระธาตุประจำวันพฤหัสบดีคือพระธาตุประสิทธิ์ ในอำเภอนาหว้า พระธาตุประจำวันศุกร์คือพระธาตุท่าอุเทน ในอำเภอท่าอุเทน และพระธาตุประจำวันเสาร์คือพระธาตุนคร ในอำเภอเมือง
พระธาตุนคร ในวัดมหาธาตุ นครพนม

       มานครพนมครั้งนี้ ตะลอนเที่ยวมีโอกาสได้ไปไหว้พระธาตุ 3 แห่ง ที่อยู่ใกล้เคียงกัน คือพระธาตุพนม พระธาตุเรณู และพระธาตุนคร สำหรับ พระธาตุเรณูนั้น ประดิษฐานอยู่ในวัดพระธาตุเรณู องค์พระธาตุจำลองมาจากพระธาตุพนมองค์เดิม แต่มีขนาดเล็กกว่า สร้างขึ้นโดยพระอุปัชฌาย์อินภูมิโย เมื่อปี 2461 ซึ่งผู้ที่มาสักการะนอกจากจะได้กราบพระธาตุประจำวันจันทร์แล้ว ก็ยังจะได้รู้จักขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวผู้ไทย ชนเผ่าหนึ่งในนครพนม โดยในวัดพระธาตุเรณูจัดเป็นศูนย์ศิลปวัฒนธรรมของชาวผู้ไทย มีทั้งโรงละครที่ไว้ใช้จัดการแสดงต่างๆ เช่น การฟ้อนผู้ไทย การสาธิตธรรมเนียมการต้อนรับด้วยการบายศรีสู่ขวัญ

โบสถ์นักบุญอันนา

       เรามาเริ่มจากทางด้านเหนือของถนนสุนทรวิจิตรกันก่อน ที่ วัดนักบุญอันนา หนองแสงวัดในศาสนาคริสต์ที่สร้างขึ้นในปี 2469 โดยคุณพ่อเอทัวร์ นำลาภ อดีตอธิการโบสถ์ ลักษณะอาคารมีหอคอยคู่ยอดแหลม โดยโบสถ์หลังนี้เป็นศูนย์กลางของคริสต์ศาสนิกชนท้องถิ่น ในช่วงสงครามเวียดนามโบสถ์นักบุญอันนาได้รับความเสียหายจากระเบิด และได้รับการบูรณะซ่อมแซมในภายหลัง โดยในช่วงวันคริสต์มาส ชาวคริสต์แต่ละชุมชนจะประดิษฐ์ดาวขนาดใหญ่รูปแบบต่างๆ แล้วแห่มารวมกันไว้ที่นี่


พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่า ในเมืองนครพนม
          ถัดลงมาเป็น พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าซึ่งเป็นจวนผู้ว่าเก่า แต่ปัจจุบันจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก ได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศสในช่วงสมัยสงครามอินโดจีน มีอายุเกือบร้อยปีแล้วแต่ยังคงรักษาสภาพและความสวยงามของตัวอาคารไว้ได้เป็นอย่างดี ในอดีตจวนผู้ว่าแห่งนี้ได้ผ่านภารกิจอันยิ่งใหญ่ คือการเป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมเยียนราษฎรในจังหวัดนครพนมในระหว่างวันที่ 12-13 พฤศจิกายน 2498 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความซาบซึ้งใจแก่ชาวนครพนมเป็นที่ยิ่ง

ทิวทัศน์ฝั่งไทยเมื่อมองมาจากฝั่งแขวงคำม่วน

          ที่ริมน้ำโขงมีวัดสำคัญอีกแห่งหนึ่งที่ไม่อยากให้พลาด คือ วัดโอกาสศรีบัวบาน อยู่ติดกับตลาดอินโดจีน ภายในวัดมีหอพระประดิษฐานพระติ้วและพระเทียม พระคู่บ้านคู่เมืองนครพนม อยากให้เข้าไปกราบเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง

กำแพงหินยักษ์ตั้งตระหง่านใน สปป.ลาว

      ที่แขวงคำม่วนนี้มีสถานที่น่าเที่ยวอยู่หลายแห่ง ตะลอนเที่ยว เริ่มต้นบนเส้นทางจากท่าแขกไปทางเวียงจันทน์ ริมถนนเส้นนี้มี กำแพงหินยักษ์ ฝีมือธรรมชาติสร้างสรรค์ให้หินก้อนใหญ่ตั้งตระหง่านราวกับกำแพงเป็นแนวยาวถึงกว่า 15 ก.ม. ชาวลาวมีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับกำแพงหินซึ่งเชื่อมโยงไปถึงตำนานการเกิดแม่น้ำโขง โดยเรื่องเริ่มขึ้นจากเจ้า ยักษ์สะลึคึยักษ์ที่ไม่ได้ใหญ่แค่ตัว แต่ยังมีอวัยวะเพศใหญ่มโหฬารขนาดที่ว่าเดินไปทางไหนก็จะมีร่องรอยการลากอวัยวะเพศไปเป็นทาง ดังนั้นเส้นทางหาอาหารของยักษ์สะลึคึที่เป็นเส้นทางเดิมๆ นั้นจึงปรากฏเป็นร่องลึกเป็นทาง และเมื่อถึงฤดูฝนน้ำจากเทือกเขาต่างๆ จึงไหลมารวมกันในร่องนี้จนกลายเป็นแม่น้ำโขงนั่นเอง

       ส่วนกำแพงหินยักษ์นี้ก็มีตำนานว่าเกิดจากยักษ์สะลึคึเดินผ่าน ทำให้ภูเขาหินแยกไปเป็นแถบๆ กลายเป็นคันหินสูงราวกับกำแพงอย่างที่เห็น บ้างก็ว่ายักษ์สะลึคึเป็นคนหยิบหินมาวางซ้อนเรียงกันเพื่อสร้างกำแพงเมืองก็มี แต่หากอยากใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ก็อาจกล่าวได้ว่ากำแพงหินนี้เกิดจากการบีบอัดของเปลือกโลกจนทำให้หินยกตัวขึ้นกลายเป็นกำแพงอย่างที่เห็น
ตึกสไตล์โคโลเนียลในเมืองท่าแขก

          จากนั้นเราจะไปไหว้พระธาตุศรีโคตรบองกัน โดยระหว่างทางผ่านเมืองท่าแขก เมืองหลวงของแขวงคำม่วน ตะลอนเที่ยว เห็นบ้านเรือนในสไตล์โคโลเนียลหลายหลังซึ่งสร้างขึ้นในช่วงถูกปกครองโดยฝรั่งเศส

ประเพณีไหลเรือไฟ   

     ประเพณีไหลเรือไฟ เป็นประเพณีของชาวอีสาน ภาษาท้องถิ่นเรียกว่า เฮือไฟจัดขึ้นในช่วงเทศกาลออกพรรษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบูชารอยพระพุทธบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที โดยมีประวัติความเป็นมาดังนี้ กล่าวคือพระพุทธเจ้าเสด็จไปฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของพญานาค พระพุทธองค์ได้แสดงธรรมเทศนาโปรดพญานาคที่เมืองบาดาล และพญานาคได้ทูลขอพระพุทธองค์ประทับรอบพระบาทไว้ ณ ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที ต่อมาบรรดาเทวดา มนุษย์ ตลอดจนสัตว์ทั้งหลายได้มาสักการะบูชา รอยพระพุทธบาท นอกจากนี้ประเพณีไหลเรือไฟยังจัดขึ้นเพื่อขอขมาลาโทษแม่น้ำที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูล และเป็นการเอาไฟเผาความทุกข์ให้ลอยไปกับสายน้ำ
       เรือไฟ หรือ เฮือไฟ  หมายถึง เรือที่ทำด้วยท่อนกล้วย ไม้ไผ่ หรือ วัสดุ ที่ลอยน้ำ มีโครงสร้างเป็นรูปต่างๆ ตามต้องการ  เมื่อจุดไฟใส่โครงสร้าง เปลวไฟจะลุกเป็นรูปร่างตามโครงสร้างนั้น 


     "ไหลเรือไฟ" เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่ง ที่พุทธศาสนิกชนอีสาน ยึดถือปฏิบัติ สืบทอด กันมาแต่ครั้งโบราณ ประเพณีการไหลเรือไฟ บางทีเรียกว่า "ล่องเรือไฟ"  "ลอยเรือไฟ" หรือ "ปล่อยเรือไฟ"  ซึ่งเป็นลักษณะที่เรือไฟเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ

ประวัติความเป็นมาและความสำคัญของประเพณีไหลเรือไฟ

     งานประเพณีไหลเรือไฟ นิยมปฏิบัติกันในเทศกาลออกพรรษา ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือ วันแรม        1 ค่ำ เดือน 11 ประเพณีไหลเรือไฟ มีความเชื่อเกี่ยวโยง สัมพันธ์กับข้อมูลความเป็นมาหลายประการ เช่น เนื่องจากการบูชารอยพระพุทธบาท  การสักการะพกาพรหม การบวงสรวงพระธาตุจุฬามณี  การระลึกถึงพระคุณ ของพระแม่คงคา เป็นต้น
        เรือไฟประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นทุ่นสำหรับลอยน้ำ จะใช้ไม้ที่ลอยน้ำ มาผูกติดกันเป็นแพ และส่วนที่เป็นรูปร่างสำหรับจุดไฟ เป็นส่วนที่อยู่บนทุ่น ใช้ไม้ไผ่ ลำยาวแข็งแรง ตั้งปลายขึ้นทั้ง 3 ลำ เป็นเสารับน้ำหนักของแผลง และแผลงนี้ ก็ทำด้วยไม้ไผ่ขนาดเล็กมาผูกยึดไขว้กัน เป็นตารางสี่เหลี่ยม ระยะห่างกันประมาณ คืบเศษ มัดด้วยลวดให้แน่ วางราบบนพื้น เมื่อวางแผนงานออกแบบบนแผงว่า ควรเป็นภาพอะไร การออกแบบในสมัยก่อน ออกแบบเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ ศาสนาพุทธ          
 เช่น  พุทธประวัติ  เป็นต้น 
        ปัจจุบัน นิยมออกแบบให้เข้ากับเหตุการณ์ เมื่อได้ภาพก็เริ่มทำลวดลายของภาพ โดยส่วนที่จะก่อให้เกิดลายนั้น เป็นไม้ไผ่อันเล็ก ๆ  และลวดคัดให้เป็นลาย ตามที่ต้องการ แล้วใช้ผ้าจีวรเก่า ๆ  มาฉีกเป็นริ้ว ๆ  ชุบน้ำมันยาง (ปัจจุบัน เปลี่ยนมาเป็นใช้น้ำมันโซล่า (ดีเซล)) เมื่อชุบแล้วก็นำไปตากนาน 6 - 7 วัน หรือ ไม่ตากก็ได้ แล้วนำมาพันกับเส้นลวดจนทั่วและมีริ้วผ้าเส้นเล็ก ๆ  วางแนบ เป็นแนวยาว ทำหน้าที่เป็นสายชนวน เมื่อเวลาจุดไฟ เมื่อเรียบร้อย นำไปปักไว้ กลางแพ โดยผูกติดกับไม้ไผ่ขนาดใหญ่          ที่เป็นฐาน เมื่อถึงเวลาก็จุดไฟ แล้วปล่อย ไปตามแม่น้ำ
     ในปัจจุบันวิธีทำเรือไฟมีการนำเอาเทคโนโลยีแนวใหม่ๆ  เข้ามาช่วย เช่น การใช้เรือจริงๆ  แทนต้นกล้วยหรือไม้ไผ่ ใช้ริ้วผ้าชุบน้ำมันดีเซล แทนน้ำมันยาง หรือการใช้ไฟฟ้าประดับเรือแทนการใช้ริ้วผ้าชุบน้ำมันยาง เป็นต้น
       ประเพณีการไหลเรือไฟภาคอีสาน จะเป็นประเพณีที่คาบเกี่ยว ระหว่างเดือน สิบเอ็ด และเดือนสิบสอง ส่วนมากนิยมทำกันในวันขึ้น 15 ค่ำ หรือวันแรม 1 คำ เดือนสิบเอ็ด พอถึงวันงาน ชาวบ้าน พระภิกษุสงฆ์และสามเณร จะช่วยกันทำเรือไฟ              เพื่อไปลอยที่แม่น้ำ ในช่วงเช้าจะมีการประกอบการกุศล โดยการไปทำบุญตักบาตร


     มีการถวายภัตตาหารเพลแล้ว เลี้ยงญาติโยมที่มาในช่วงบ่าย มีการละเล่นต่าง ๆ  เพื่อความสนุกสนาน รวมทั้งมีการรำวงเป็นการฉลองเรือไฟ พอประมาณ 5 - 6 โมง เย็น หรือตอนพลบค่ำ มีการสวดมนต์รับศีลและฟังเทศน์ ถึงเวลาประมาณ 19 - 20 นาฬิกา ชาวบ้าน จะนำของกิน ผ้า เครื่องใช้ ขนม ข้าวต้มมัด  กล้วย อ้อย หมากพลู  บุหรี่ ฯลฯ ใส่ลงในกระจาดบรรจุไว้ในเรือไฟ ครั้งถึงเวลา จะจุดไฟให้เรือสว่าง แล้วปล่อยเรือให้ลอยไปตามแม่น้ำ
     ในช่วงใกล้ออกพรรษา ชาวบ้านจะเตรียมจัดเรือไฟ โดยเอาต้นกล้วยมาเสียบไม้ต่อกันให้ยาว วางสองแถว นำไม้ไผ่มาผูกไขว้เป็นตารางสี่เหสี่ยมและมัดด้วยลวดให้แน่นอน หลังจากนั้นก็จะเป็นหน้าที่ของผู้ออกแบบภาพบนแผงว่าจะสร้างสรรค์อย่างไร ต่อจากนั้นก็จะนำจีวรเก่าของพระมาฉีกแล้วชโลม ด้วยน้ำมันให้ชุ่มพอประมาณ นำไปผึ่งแดดประมาณ 6-7 วัน จนมีสีน้ำตาลเข้ม นำไปมัดและผูกด้วยลวด ภายในเรือจะนำกล้วย อ้อย เผือก มัน ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ใส่ไว้เพื่อเป็นทานให้แก่ผู้สัญจรไปมา
     เมื่อถึงเวลาตอนเย็นชาวบ้านต่างพากันลงเรือและร้องเพลงกันอย่างสนุกสนานพอตอนค่ำก็จุดไฟในเรือ ลากไปกลางน้ำแล้วปล่อยให้เรือลอยไปเรื่อยๆ โดยยังมีการควบคุมเรืออยู่แต่พอพ้นเขตหมู่บ้าน ก็จะมีคนมาเอาสิ่งของในเรือไปจนหมด